
เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสได้ดูรายการโทรทัศน์รายการนึง ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยจะได้ดูเท่าไหร่
แต่เนื่องจากวันนั้นรายการส่วนใหญ่ของทุกช่องจะคล้ายๆ กันเสียหมด
มีแต่รายการนี้นี่แหละที่ตัดแค่บางช่วงที่เป็นบันเทิงออกไป ส่วนช่วงสนทนายังมีเหมือนเดิม
สิ่งที่ออกอากาศในวันนั้น เป็นเรื่อง “การระเบิดจิต” ย้อนอดีตให้รู้ชาติภพก่อนหน้านี้เพื่อแก้กรรมที่เคยทำไว้
(ขอไม่กล่าวถึงรายละเอียดขั้นตอนการระเบิดจิตหรือการสะเดาะเคราะห์แก้กรรมว่าทำอย่างไร)
หากดูอย่างมีสติ
สิ่งที่ได้จากการรายการนี้..คงเป็นการสอนให้คนเกรงกลัวต่อการทำบาปกรรม
วันต่อมาก็มีการพูดถึงเรื่องนี้กันมากมาย ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย
ในหนังสือฐานิยปูชา 80 ปี หลวงพ่อพุธ มีธรรมบรรยายเกี่ยวกับเรื่อง พิธีการตัดกรรม
ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ จึงขอคัดย่อนำมาให้อ่าน
เพื่อความเข้าใจกันใหม่ให้ถูกต้อง คือ
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า “ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้”
กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ
คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป
ต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป
ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม
นี่หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด
ถ้าหากพระองค์ใดแนะนำว่า “ทำบาปแล้วตัดกรรมได้” อย่าไปเชื่อ
ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด
ถ้าไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป
ประเดี๋ยวทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป
เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า
ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้
แต่..ตัดเวรนี่มีทาง
เพราะ เวร หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา
อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรม กลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร
เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา
ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข
เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข
เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา
เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป
หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน
เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว
เราขอโทษซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน
เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป
แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก
“บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้ แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้น มันแก้ไขได้” ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้
